พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม ครองจีวรแบบธรรมดาหรือห่มดอง ?



พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม ท่านครองจีวรแบบธรรมดา หรือว่า ห่มดอง (มีผ้ารัดอกด้วย) ?


ตอบ:

 
 

พิจารณาข้อมูลจากหลักฐานในพระไตรปิฎก และจากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมที่ถึงธรรมกายที่เชื่อถือได้แล้ว ได้ข้อมูลที่ตรงกันว่า ท่านห่มแบบธรรมดา ไม่ห่มดอง กล่าวคือไม่มีผ้ารัดอกด้วย

จากหลักฐานในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับพระวินัยและพุทธประวัติยังไม่ปรากฏหลักฐานว่า ในสมัยพุทธกาลนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ (กายเนื้อ) ท่านห่มดองแต่ประการใด    คงมีแต่นางภิกษุณีเท่านั้นที่ห่มดองมีผ้ารัดอกด้วยเพื่อให้รัดกุม

พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกในสมัยพุทธกาล แม้มาถึงพระภิกษุสมัยปัจจุบันนี้ ก็อธิษฐานใช้ผ้า "ไตรจีวร" กล่าวคือ 1. ผ้าจีวร (ผ้าอุตตราสงค์) 2. ผ้าสบง (ผ้าอันตรวาสก) กับ 3. ผ้าสังฆาฏิ แต่เพียง 3 ผืนเท่านั้น ตามพุทธบัญญัติไว้ว่าต้องให้มี   ดังปรากฏตามพระวินัยบัญญัติจีวรวรรคที่ 1 ข้อ 2 ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า "ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์   เว้นไว้แต่ได้สมมติ" หาได้มีข้อกำหนดให้มีผ้ารัดอกด้วยไม่   และตามปกติที่ใช้ประจำ ก็มีแต่เพียงผ้าสบงกับจีวรเท่านั้น    ส่วนผ้าสังฆาฏินั้น ใช้สำหรับห่มในยามหนาวหรืออากาศเย็น

การห่มดองของพระภิกษุโดยมีผ้ารัดอกด้วยนั้น เพิ่งจะมามีใช้กันขึ้นในภายหลัง   แต่จะมีใช้กันเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด   และก็คงมีใช้แต่ในหมู่พระภิกษุมหานิกายของไทยเราเท่านั้น จึงมีเหตุผลที่น่าฟังได้ว่า คงจะเอาแบบอย่างจากนางภิกษุณีในสมัยพุทธกาล ซึ่งห่มดองมีผ้ารัดอกด้วยเพื่อจะให้รัดกุม

ถ้าจะว่าโดยหลักการแล้ว   เมื่อพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐสูงสุดด้วยพระปรมัตถบารมีที่เต็มบริบูรณ์แล้ว อธิษฐานใช้ผ้าไตรจีวรแต่เพียง 3 ผืน ตามพระพุทธบัญญัติเช่นนั้น    พระนิพพาน (คือธรรมกายที่บรรลุอรหัตตผล และพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของท่าน) ก็ย่อมจะปรากฏครองผ้าแต่เพียงผ้าสบงกับผ้าจีวรที่ครองประจำพระวรกายเนื้อ โดยไม่มีผ้ารัดอกแต่ประการใด และแม้พระพุทธเจ้าองค์ต้นธาตุต้นธรรม (ซึ่งก็ย่อมมีวัตรปฏิบัติและแบบธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าที่ไม่แตกต่างกันในสาระสำคัญ) ก็ย่อมครองจีวรในทำนองเดียวกัน

"พระนิพพาน" ของพระอรหันตขีณาสพ ไม่ว่ากายเนื้อจะเป็นพระภิกษุสงฆ์ ภิกษุณี สามเณร หรืออุบาสก อุบาสิกา ก็คงครองผ้าแบบเดียวกันหมด   เพราะเป็นกายอสังขตธาตุ อสังขตธรรม อย่างเดียวกันหมด

แม้พระสงฆ์ในปัจจุบัน จะห่มดองในบางโอกาสตามแบบธรรมเนียมของพระสงฆ์มหานิกายของไทยเรา ก็เป็นแต่เพียงเรื่องเปลือกนอก   เพราะพระสงฆ์ทุกท่านก็ต้องอธิษฐานใช้ "ไตรจีวร" 3 ผืน ตามพระวินัยพุทธบัญญัติมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลนั้นเอง กายใน กาย ณ ภายในของท่านตามปกติแล้วจึงต้องเป็นไปตามพระวินัยคือครองผ้าไตรจีวรเพียง 3 ผืนเท่านั้น แต่เฉพาะกายในกายในระดับโลกิยะ เช่น กายมนุษย์ละเอียดนั้น อาจจะมีผู้ปฏิบัติที่ยังไม่ละเอียดดีพอ หรือที่มิได้ทำนิโรธดับสมุทัยเป็นปกติ   จิตอาจปรุงแต่ง (สังขาร) ให้เห็นเป็นห่มดองได้ แต่เมื่อถึงกายธรรมซึ่งเริ่มเข้าเขตอสังขตธาตุอสังขตธรรม   อันนับเป็นกายโลกุตตรนั้น ย่อมเป็นไปตามอธิษฐานปรมัตถบารมี (ที่สั่งสมแก่กล้าขึ้นตามส่วนของแต่ละท่าน) ที่อธิษฐานใช้ผ้า "ไตรจีวร" ตามพุทธบัญญัติที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาลนั้นเสมอไป

จากประสบการณ์ในทางธรรมปฏิบัติ ก็ได้ทราบจากผู้ปฏิบัติภาวนาที่ถึงธรรมกายที่เชื่อถือได้นับตั้งแต่พระวิปัสสนาจารย์ ผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชชาธรรมกายโดยตรงจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ตลอดลงมาถึงศิษยานุศิษย์ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะ (พระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา) หลายท่านต่างก็เห็นตรงกันว่า พระพุทธเจ้าทั้ง "พระนิพพาน" และ "ต้นธาตุต้นธรรม" นั้น ท่านครองจีวรอย่างธรรมดา ไม่เห็นห่มดอง (มีผ้ารัดอกด้วย) แต่อย่างใด

โดยเหตุนี้เราจึงพบว่า พระพุทธรูปหรือพระพุทธปฏิมาจำลอง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย นับตั้งแต่สมัยที่มีพระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์ในประเทศอินเดียขึ้นเป็นยุคแรก เพื่อเป็นอุทเทสิกเจดีย์กล่าวคือ ไว้เป็นปูชนียวัตถุบูชาถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นพระพุทธปฏิมาที่ครองไตรจีวรแบบธรรมดา ไม่ห่มคลุม (มีผ้ารัดอก) แต่อย่างใด

แม้ตราเครื่องหมายโครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ และของสถาบัน/มูลนิธิ/โครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย จะเป็นภาพจำลองปราสาททำวิชชาของพระพุทธเจ้าองค์ ต้นธาตุต้นธรรมในอายตนะนิพพานเป็นที่ครองผ้าแบบห่มดอง   ก็เพียงเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังผู้ปฏิบัติภาวนาธรรมถึง "อายตนะนิพพานเป็น"   ได้รู้จัก "ต้นธาตุและกลางธาตุกายมนุษย์"   ในสมัยที่บำเพ็ญบารมีอยู่ในมนุษย์โลกเท่านั้น

(ผู้ถาม: สมาชิกชมรมผู้ปฏิบัติธรรม "ลานโพธิ์" วัดบึงบวรสถิตย์ ชลบุรี ในการอบรมพระกัมมัฏฐานแด่พระสงฆ์ รุ่นที่ 10 พฤษภาคม 2529  ณ สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี)