ธรรมกายคืออะไร ? มีความหมายว่าอย่างไร ?



ธรรมกายคืออะไร ? มีความหมายว่าอย่างไร ?


ตอบ:

 
 

“ธรรมกาย” คือ กายและดวงใจที่สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอุบัติขึ้น ณ ศูนย์กลางกายที่สุดละเอียดของผู้ปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติทางศีล สมาธิ และปัญญา อันมีนัยอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8 จนจิตใจสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสเครื่องเศร้าหมองดังกล่าว ซึ่งอาจจะเป็นการหลุดพ้นจากกิเลสชั่วคราวชื่อว่า ตทังควิมุตติ    หรือหลุดพ้นด้วยการข่มกิเลส เรียกว่า วิกขัมภนวิมุตติ   หรือหลุดพ้นโดยเด็ดขาดสิ้นเชิง เรียกว่า สมุจเฉทวิมุตติ   ก็จะสามารถเข้าถึงได้รู้เห็น และเป็นธรรมกายภายในตนเองได้

ผู้ปฏิบัติที่ถึงธรรมกายแล้ว  เมื่อมรรคมีองค์ 8 เจริญขึ้นเป็นอริยมรรค ให้สามารถปหานสังโยชน์กิเลสเครื่องร้อยรัดให้ติดอยู่กับโลกได้อย่างน้อย 3 ประการขึ้นไป (คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส) ได้   ก็นับว่าได้บรรลุมรรคผล เป็นพระอริยบุคคล ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ 

แต่ถ้ายังละสังโยชน์ดังกล่าวไม่ได้ ก็จัดเป็นแต่เพียงโคตรภูบุคคล ยังไม่ใช่เป็นพระอริยบุคคล และยังมีโอกาสที่จะกลับตกต่ำได้อีกทุกเมื่อ   หากปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน ธรรมกายอันบริสุทธิ์ย่อมดับ และกลับมีสภาวะเช่นเดียวกันกับปุถุชนที่ยังหนาด้วยกิเลสอยู่ตามเดิม  จึงเอาเป็นที่แน่นอนยังไม่ได้ว่า “ตนเป็นที่พึ่งของ ตนได้จริงแล้ว”

ผู้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอรหันต์ขีณาสพแล้ว ต้องเป็นธรรมกายด้วยกันทุกองค์ ดังมีหลักฐานปรากฏในที่มากแห่งว่า พระพุทธองค์ หรือ พระตถาคต และพระอรหันตสาวก เมื่อแสดงถึงธรรมกาย  ต่างแสดงว่าท่านเป็น “ธรรมกาย” ทั้งสิ้น  ดังตัวอย่างที่มีมาในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สรภังคเถรคาถา ข้อ 365 พระไตรปิฎก ภาษาไทยฉบับหลวง เล่มที่ 26 หน้า 334 ความว่า

“เมื่อก่อน เราผู้ชื่อว่า สรภังคะ ไม่เคยได้เห็นโรค คืออุปาทานในขันธ์ 5 ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้น โรคนั้นอันเราผู้ทำตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่  ได้เห็นแล้ว  

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า พระวิปัสสี พระสีขี พระเวสภู พระกกุสันโธ พระโกนาคมน์ พระกัสสปะ ได้เสด็จไปแล้วโดยทางใดแล   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ก็ได้เสด็จไปแล้วโดยทางนั้น

พระพุทธเจ้า 7 พระองค์นี้ทรงปราศจากตัณหา ไม่ทรงถือมั่น ทรงหยั่งถึงความสิ้นกิเลส เสด็จอุบัติแท้โดยธรรมกาย ผู้คงที่  ทรงเอ็นดูอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย ได้ทรงแสดงธรรม คืออริยสัจ 4 อันได้แก่ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางเป็นที่สิ้นทุกข์ เป็นทางไม่เป็นไปแห่งทุกข์ อันไม่มีที่สุดในสงสาร เพราะกายนี้แตกและเพราะความสิ้นชีวิตนี้ การเกิดในภพใหม่อย่างอื่นมิได้มี   เราเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากสรรพกิเลสและภพทั้งปวง”

ธรรมกายที่บรรลุพระอรหัตตผลแล้ว ชื่อว่า “พระนิพพาน” เป็นธาตุล้วน ธรรมล้วน ไม่ประกอบด้วยปัจจัย กล่าวคือ กิเลส อวิชชา ตัณหา ปรุงแต่ง เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมแท้ๆ และธรรมกายนี้เองที่ประมวลความบริสุทธิ์ 3 ประการเข้าไว้พร้อมเสร็จสมบูรณ์  กล่าวคือ

  • กายและหัวใจ  เป็นเนื้อหนังที่แท้จริง   รวบยอดกลั่นออกมาจากพระวินัยปิฎก เป็น ปฐมมรรค

  • ดวงใจ เป็นเนื้อหนังที่แท้จริงรวบยอดกลั่นออกมาจากพระสุตตันตปิฎก เป็น มรรคจิต

  • ดวงปัญญา เป็นเนื้อหนังที่แท้จริง รวบยอดกลั่นออกมาจากพระอภิธรรมปิฎก เป็น มรรคปัญญา

ทำหน้าที่ปหานสังโยชน์กิเลสเครื่องร้อยรัดให้ติดอยู่กับโลกให้พินาศไปอย่างสิ้นเชิง และโดยเด็ดขาด เป็นสมุจเฉทปหานได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวง

จากที่บูรพาจารย์ได้ถ่ายทอดไว้และจากที่มีผู้ปฏิบัติธรรมได้เข้าถึงและรู้เห็นธรรมกายที่แท้จริง  ต่างพบว่า ธรรมกายนั้นมีพุทธลักษณะคล้ายพระปฏิมา เกตุดอกบัวตูม   ครองจีวรแบบลดไหล่ธรรมดา ม้วนลูกบวบเข้าใน (ม้วนขวา)   ไม่มีผ้ารัดอกแบบห่มดอง   ประทับอยู่บนองค์ฌาน  ธรรมกายโคตรภูมีขนาดหน้าตักความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม 4 วาครึ่งขึ้นไป ส่วนธรรมกายอรหัตมีขนาดเต็มธาตุเต็มธรรม 20 วาขึ้นไป   เฉพาะพระนิพพานของพระพุทธเจ้าในอายตนะนิพพานถอดกายนั้น ประทับอยู่บนรัตนบัลลังก์อีกชั้นหนึ่ง ขาวใสบริสุทธิ์ และ มีรัศมีสว่างมาก

ส่วนพระพุทธเจ้าองค์ต้นธาตุต้นธรรม และกลางธาตุฯ ในอายตนะนิพพานเป็นนั้น มีพุทธลักษณะเหมือนพระสงฆ์กายเนื้อของเรานี้เอง  มีขนาดใหญ่เต็มธาตุเต็มธรรม และครองจีวรแบบเดียวกันกับธรรมกายของพระพุทธเจ้าในอายตนะนิพพานถอดกาย ที่กล่าวข้างต้น  กล่าวคือ ครองจีวรแบบลดไหล่ธรรมดา ไม่มีผ้ารัดอกอย่างแบบห่มดอง  ลูกบวบม้วนขวาเข้าใน  แต่มีรัศมียิ่งไปกว่า  เพราะท่านได้บำเพ็ญบารมีมาแก่กล้ายิ่งกว่าพระนิพพานในอายตนะนิพพานถอดกาย มากมายนัก